ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ลั่นมั่นใจ ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย ปีศาจแดง

ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตยอดหัวหอก หงส์แดง ระบุ หงส์แดง จะไม่ตามรอย แมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอนแล้ว หลังจากที่พวกเขาเพิ่งจะจับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่อสัญญาได้ จนกระทั่งทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา
คุมทีมต่อจาก คล็อปป์ ก็จะไม่ต้องสืบทอดทีมในสภาพที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ ต่างกับกรณีที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกลา “ปีศาจแดง” ในปี 2013

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานดาวยิงของ หงส์แดง ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าการที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่อสัญญาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล “ลิเวอร์พูล” ไปจนกระทั่งช่วงซัมเมอร์ปี 2024 ถือว่าเป็นการช่วยทำให้ หงส์แดง จะไม่มีสภาพราวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังจากเข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2015 คล็อปป์ ก็พัฒนาทีมได้อย่างสุดยอดจนฤดูกาลก่อนประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง ส่วนซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล ก็กำลังมีโอกาสดีที่จะได้แชมป์ลีกไปครองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1989-90

ทั้งนี้ เดิมที คล็อปป์ จะหมดสัญญากับทีมในช่วงซัมเมอร์ ปี 2022 โดยหลายคนคิดว่าพอถึงตอนนั้นแล้ว สตีเว่น เจอร์ราร์ด จะเข้ามาคุมทีมต่อจากเขา เพราะตอนแรก เจอร์ราร์ด ก็จะหมดสัญญากับ เรนเจอร์ส ในปีนั้นพอดี ซึ่งมันก็ทำให้บางคนกลัวว่า เจอร์ราร์ด อาจจะไม่สามารถสานต่อความสำเร็จของ คล็อปป์ ได้ เพราะพอถึงปี 2022 ขุมกำลังหลักหลายคนในทีมชุดปัจจุบันก็จะมีอายุมากขึ้นจนทำให้มีโอกาสที่พวกเขาจะเล่นได้ไม่ดีเหมือนเก่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุด คล็อปป์ ก็ขยายสัญญากับทีมไปถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2024 เช่นเดียวกับ เจอร์ราร์ด ที่ต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส ออกไปอีก 2 ปี

ฟาวเลอร์ กล่าวผ่านคอลัมน์ของตัวเองใน เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดีว่า “มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่เขาเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ ลิเวอร์พูล ผมคิดว่าตอนแรกทุกคนเดาว่าเขาจะคุมทีมเป็นเวลา
รวม (จากตั้งแต่ตอนที่เข้ามาคุมทีมครั้งปรก) 7 ปี แล้วก็พักพอถึงปี 2022 ดังนั้นการจับเขาต่อสัญญาออกไป 2 ปีจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ”

“มันเป็นเรื่องสำคัญด้วยหลายๆ สาเหตุ อย่างแรกเลยก็คือมันทำให้บรรยากาศที่ดีอยู่แล้วในฤดูกาลนี้มันดีขึ้นไปอีก มันให้อารมณ์เหมือนกับว่าสโมสรได้เซ็นสัญญากับหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกเลย เพราะเขาอยู่ในกลุ่มกุนซือที่เก่งที่สุดของโลก เขายังเป็นคนที่ชื่นชอบการแข่งขันอย่างมากด้วย เขารับสืบทอดทีมมาในสภาพที่ทีมดูย่ำแย่าสุดๆ ในขุมกำลังชุดปัจจุบันมันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เหลือรอดมาจากทีมชุดนั้น”

“เขาพาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 2 รายการตั้งแต่ซีซั่นแรกกับทีม, พาทีมจบท็อปโฟร์ในฤดูกาลที่สอง แล้วจากนั้นก็ได้เล่นนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาทำได้ดีขึ้นในทุกๆ ปี และมันไม่มีทีท่าเลยว่ามันจะหยุดลง ซึ่งนั่นคือจิตวิญญาณของความเป็นนักแข่งอย่างแท้จริง ส่วนอีก 2 ปีที่เพิ่มขึ้นมา (หมายถึง 2 ปีที่ คล็อปป์ ขยายสัญญาออกไป) ถือเป็นโบนัสครั้งใหญ่สำหรับสโมสร เพราะมันทำให้ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้”

“ทีมชุดนี้เล่นกันได้น่าตื่นตาตื่นใจ ที่พวกเขาได้เป็นเต็งแชมป์น่ะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในอนาคตมันก็จะถึงเวลาที่ต้องมีการทำให้ทีมมีชีวิตชีวา และทำการบูรณะกันสักหน่อย จริงอยู่ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในช่วงวัยที่จะทำให้เล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุดได้ หรือบางคนกำลังเข้าสู่ช่วงวัยแบบนั้น แต่ในอีก 2 หรือ 3 ปีต่อจากนี้บางคนจะผ่านจุดพีคไป ดังนั้นการได้ คล็อปป์ ช่วยดูแลทีมในช่วงนั้นจึงทำให้จะไม่เกิดการส่งต่อทีมที่อยู่ในสภาพที่ต้องทำการผ่าตัดครั้งใหญ่จากการที่เต็มไปด้วยนักเตะที่มีอายุมาก ซึ่งถือว่าต่างจากกรณีของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”

สำหรับ เฟอร์กูสัน นั้น บอกลา แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาล 2012-13 และให้ เดวิด มอยส์ มาคุมทีมต่อจากเขา ซึ่งตอนนั้นกำลังหลักหลายคนของ “ปีศาจแดง” ก็แก่กันพอตัว อย่างเช่น ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่อายุ 34 ปี, ปาทริซ เอวร่า ที่อายุ 32 ปี, ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่อายุ 31 ปี และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ที่มีอายุครบ 30 ปีในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากซีซั่นเปิดฉากขึ้น เป็นต้น

ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *